๒๕๕๐-๐๕-๑๓

สวนพลู

หลังนี้เกิดขึ้นมาเพราะคนรู้จักอีกนั้นแหละ เป็นครอบครัวของน้องที่รู้จักกันตั้งแต่ก่อนเข้ามหาลัย ซึ่งจิงๆการคบกันของพวกเราก็ถือว่าแปลก ไม่ค่อยได้คุยกันหรอก แต่ถ้าได้ยินเสียงก้จะจำได้ว่าเป็นมัน.

บังเอิญเราก็กลับมาพอดีก็เลยโทรหาเป็นเรื่องปรกติ บ้านนี้(ครอบครัวนี้)รุ่นพ่อแม่เค้ามีพลังในการทำงานมากๆ ตื่นตัวกับการทำธุรกิจตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้เราได้เรียนรุ้วิธีการคิดจากเค้าเช่นกัน

มีที่อยู่ในซ.สวนพลูขนาดประมาณ 20x20 ม. รอบปจัจุบันมีอยู่สองด้านที่เป็นตึกสูง และอีกสองด้านจะเป็นตึก ประมาณ4ชั้น ..

เป็นโจทย์ทั่วไปของอาคารที่อยู่ในเมืองและมีพื้นที่จำกัด ดารจะทำบ้านส่วนตัวสักหลังก็ไม่น่าจะยากนัก แต่โจทย์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ หลังนี้จะใช้เป็นบ้านสำหรับปล่อยเช่า.
ดั้งนั้นโจทย์ของการปล่อยเช่าจึงมีความต้องการเรื่องพื้นที่มาก อีกทั้งชั้นล่างเจ้าขอจะขอแบ่งไว้เป็นสำหรับจอดรถส่วนตัวของเค้าประมาณ8คัน!! ของผู้เช่าอีก 2 คัน.. รวมทั้งหมด 10 คัน.

ดูจากพื้นที่.. 10คันรวมวงเลี้ยวก็ฟันธงได้เลยว่าบ้านจะต้องเป็น3ชั้นอย่างต่ำ

ในการวางผังรวม สำหรับบ้านพักทั่วไป เราจะชินกับบ้านสไตล์ Land (land&house)คือ เป้นบ้านที่มีบริเวณรอบ อยู่ในแมกไม้ ประมาณว่าสวนล้อมรอบ แต่สำหรับโจทย์ในเมืองแล้วและยิ่งเป็นsite ที่มีตึกกระนาบเช่นนี้แล้ว จำเป็นต้องพลิกวิธีการวางใหม่
แบบแรกเป็น การวางอาคารปรกติ คือ เป็นบ้านที่ยินดีต่อ สิ่งรอบข้าง แบบนี้เหมาะกับบ้านที่อยู่ตามป่าเขา คือ take view รอบตัว

แบบที่สอง คือแบบในเมืองคือ รอบข้างมันไม่น่าดู เลยหันหลังให้ซะแล้วสร้าง OASIS ของตัวเองขึ้น แบบนี้จะเห็นบ่อยเลยสำหรับเมืองที่มีความแห้งของอากาศ เช่น ทางเหนือ(จีน, เมืองแขก) อากาศของเค้าแห้ง เค้าไม่ต้องการให้ลมมันพัดให้ความชื้นในบ้านหายไป เพราะถ้าอากาศมันแห้งมาก คนอยู่ก็ไม่สบาย คอแห้ง เป็นโรคง่าย..ถึงแม้อากาศเค้าจะร้อน แต่เป็นร้อนแห้ง เวลาคนเราเหงื่ออกก็จะรู้สึกเย็นเพราะ เหงือมันระเหย เอาความร้อนในร่างกายเราไปด้วย

ตรงกันข้าม..ถ้าเมืองไทย..เป็นร้อนชื้น. การที่เหงื่อออกมาแล้วกว่าจะระเหยได้ก็ยากเพราะความชื้นในอากาศสูง อยู่แล้ว เราๆจึงต้องมี พัดลมในการช่วยพัดในเหงื่อมันแห้ง ตัวจะได้เย็น..

ทีนี้ ถ้าเป็นบ้านที่อยู่ในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นจึงต้องการลมในการระบายความชื้นเหล่านั้น บ้านไทยจึกเป็นเสมือนนวัตกรรมที่ถาปนิครุ่นทวดได้พยายามทดลองขึ้นมา.

กลับมาที่บ้านสวนพลู เราวางแนวทางไว้ว่าอาคารต้องหันหลังให้สภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดความ ส่วนตัวสูงสุด เรายกเลิกอาคารบางด้านทิ้งเพื่อการระบายลม จึงได้การวางอาคารเป็รรูปตะเกียบคู่กระนาบ เว้นกลางบ้านสำหรับพื้นที่outdoor ส่วนตัว

ทางเข้าจะอยู่ทางขวามือ ดังนั้นการวางzoning จึงไล่ลำดับความเป็นส่วนตัวจากขวามาซ้าย อาคารต้องเชื่อมต่อกัน เราจึงให้ function ทางขวาเป็นพวกpublic เช่นห้องรับแขก ด้านซ้าย(หลัง)เป็นพวก semi public เช่นห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน แล้วตรงกลางก็ให้เป็นfunctionกลางๆ ได้แก่ห้อง อาหาร ครัว เพราะคงคนอยู่คงต้องเชิญแขกนอกมากินข้าวบ้านเค้าละ


ห้องทานข้าว pantry island จึงเหมือนอยู่ระหว่างตึกสองตึก และ อยู่ระหว่างคอร์ตสองคอร์ต เราจึงคิดว่าให้เป็นเหมือน pavillion โปร่งๆให้ สวนทั้งสองมันเกิดความต่อเนื่องกัน .. นี้อธิบายเหมือนในตำราเลยนะเนี่ย



แอะ ไม สีupload มันเพี้ยน..หว่า.


ปัญหาที่เห็นก็คือบันได้สองตัว แล้วก็ห้องนอนแคบเกินเพราะพื้นที่ถูกแบ่งซอยเป็นสามส่วน..ห้องwalk in ก็ไม่ใหญ่พอ..แต่ทั้งนี้ทัง้นั้น สามารถปรับกันได้

ลองดูspace ที่เกิดขึ้น



ก็ประมาณนี้.. เป็นแบบแรกที่ทำเร็วๆประมาณอาทิตย์หนึ่งเพื่อเสนอแบบดูก่อน

จิงๆ โปรเจ๊คนี้ชอบอย่างคือเจ้าของค่อยข้างจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เค้าจะดูที่เหตุผลและวิธีการคิดเรามากกว่าจะดูสไตล์ ดังนั้นเริ่มแรกเค้าก็บอกว่าอยากเห็นไรใหม่ๆ

โชะ..เข้าทางเรา



อืม..สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนกลัวกันมากๆคือ เค้าต้องการอาศัยในบ้านที่มีความรู้สึกอบอุ่น enclose ..แล้วบังเอิญอาคารที่เรียบกริ๊ปที่ถ่ายลงตามหนังสือเท่ห์ๆก็มักจะแข็งทื่อ แห้ง จนเหมือนจะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับให้พักอาศัย... สิ่งนี้มันเป็นจุดสำคัญที่ถาปนิคและเจ้าของต้องมีจุดยืนรวมกัน..หรือพูดง่ายๆว่าคอเดียวกัน

บ้านที่เรียบกริ๊ป เค้าชอบกันเพราะความสะอาดและเป็นระเบียบ ทั้งภายนอกแบะภายใน ที่แสดงระนาบที่ชัดเจน เป็นความงามที่เข้าใจง่าย ผมไม่ได้พูดถึงงานชิ้นนี้ แต่กำลังนึกถึงงานที่ดีๆอย่างของ pawson หรือพวก spanish architect ความงามของความเกลี้ยงนั้นเป็นแบบฝึกหัดขั้นสูงสำหรับผู้ออกแบบได้จัดวางระนาบและองค์ประกอบที่มีไม่กี่ชิ้นให้เกิดความสัมพันธ์กันที่น่าสนใจ ถาปนิคต้องทำใจมากหน่อย เพราะส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่ามันเกลี้ยงไปหรือปล่าว..บางคนทำใจไม่ได้เลยต้องแอบเอาเครือ่งประดับมา"ถม"ซะงั้น..

แต่อย่างไรก็ดี การที่จะชอบ ความงามที่เป็นรายละเอียดก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่นำมาวางด้วยกันเยอะๆนั้นจะวางอย่างไรให้ ไม่รู้สึกเหมือนกำลังเดินในหอศิลป์หรือ ร้านขายของเก่า. และนี้แหละที่เค้าถือว่าเป็นชั้นเชิงในการออกแบบ.(พูดแล้วนึกถึง งานโรงแรมในเชียงไหม่สองชิ้น.. ดาราวดี VS ทัมมารีน)

ไม่มีความคิดเห็น: