๒๕๕๐-๐๗-๐๑

The Place & the plate

เพิ่งทำงานร่วมชิ้นนี้เสร็จ ..เหนื่อยโครต. งานที่ออกมาใกล้เคียงกับที่คาดหวังไว้สัก60-70% ที่เหลือมันก็เกิดจากปัญหาจุกจิก ซึ่งก็แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง

อย่างที่เคยติดไว้ว่างานนี้คืองานอะไร..

มันเป็นช่วงของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส. ซึ่งถ้าพอจะจำกันได้ก็จะมีให้เห็นประจำทุกปี.. ช่วงหน้าฝนเนี่ยแหละ.ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเลือกทำหน้าฝน.

ถ้าใครเคยไปเที่ยวฝรั่งเศสก็จะรู้สึกได้ว่า ฝรั่งเศสนั้นเป็นชาติหนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรเรื่องการทำevent ให้กับเมืองมากๆ เนื่องจากเค้าเป็นประเทศที่เป็นสังคมนิยม ซึ่งได้วางกรอบแล้วว่าจะให้สังคมเป็นสังคมของคนชั้นกลาง คนอยากรวยก็รวยยาก หรือถ้าอยากจน..รัฐก็จะเลี้ยงดูให้ ดังนั้นรูปแบบและวิธีการออกแบบนโยบายต่างๆจึงมุ่งเน้นเพื่อสร้างสังคมของคนกลุ่มคนนี้

ในขณะที่ภายในประเทศก็ได้สร้างความชัดเจนทางด้านโครงสร้าง ภายนอกประเทศก็ต้องมีการเผยแพร่เพื่อไม่ให้ฝรั่งเศสตกรอบ

การเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านทางสถานทูตโดยการคิดจัดeventต่างๆขึ้น..ประโยชน์ที่จะได้รับก็จะตกเป็นของชาวฝรั่งเศสเอง.. ไม่ว่าจะเป็นในด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แม้หลังๆฝรั่งเศสจะไม่ใช่มหาอำนาจทางด้านการทหารอย่างประเทศใหญ่ๆเค้าเป็นกัน ถึงจะมีนิวเคลียรกับเค้าบ้างก็เพื่อเป็นไม้กันหมาหาใช่เอาไว้ข่มเหงรังแกคนอื่น แต่กระนั้นเค้าก็มีวิธีการทำให้ประเทศเค้าไม่หลุดกรอบความเป็นผู้นำของโลกได้..

ผรั่งเศสเลือกที่จะใช่จุดแข็งทางด้านศิลปวัฒนธรรม ..ซึ่งเค้าๆปลื้มในความมีรสนิยมของเค้า มาช่วยส่งเสริมให้ประเทศเค้าได้มีจุดยืนในโลกมากขึ้น ระหว่างธุรกิจแฟชั่นไม่ว่าน้ำหอม ซึ่งแม้วาเค้าจะไม่ใช่ประเทศที่มีน้ำหอมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก(น้ำหอมที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่อิหร่าน)แต่เค้าก็เป็นประเทศที่ผลิตน้ำหอมเพื่อการค้ามากที่สุดในโลก เสื้อผ้าแบรดดังๆ เครื่องหนัง นางแบบ ไวน์ ผลิตภัณต์เครื่องใช้ บ.ผู้ผลิตเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้เพียงตามลำพังแต่เค้าได้รับการสนับสนุนจากรัฐช่วยในเรื่องการเผยแพร่ทางวัฒนธรรมด้วย เป็นการทำงานทางด้านรัฐศาสตร์ที่สอดคล้องกันอย่างที่หาที่ติไม่ได้

วิธีการนี้ประเทศใกล้ๆเราอยางเกาหลีก็ได้เดินตามอย่างได้ผล วัฒนธรรมนำเศรษฐศาสตร์

งาน The place and the plate เป็นหนึ่งในกิจกรรมของช่วงเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส ถ้าจะให้เรียบเรียงกันตรงๆถึงขั้นตอนการคิดริเริ่ม
นก็คงจะต้องท้าวความถึงนโยบายที่กล่าวมาข้างต้น นโยบายการลงทุนเผยแพร่วัฒนธรรมฝรั่งเศสเพื่อ ประเทศ.. เป็นครั้งที่สี่ได้ได้จะขึ้นในประเทศไทย แต่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น เท่าที่จำได้ตอนที่อยู่ที่เซียงไห้ เค้าก็มีกิจกรรมทำนองนี้เช่นกัน เป็นการแลกเปรียนวัฒนธรรมกัน คือเค้าจะเอาของมาโชว์ แล้วเราก็เอาของเราไปโชว์เค้าด้วย.. นโยบายทางวัฒนธรรมของเค้าถูกทำขึ้นในทุกทวีป

ในปีนี้เท่าที่ติดตามจะมีหลายงานด้วยกัน.. งานแรกคืองานเปิดตัว.. เป็นfree concert จัดที่ป้อมพระอาทิตย์ บังเอิญเป็นช่วงที่ไม่เหมาเจาะเท่าไหร่ เพราะ ทุกเสาร์จะมีม๊อบ PTV ใกล้ๆนั้นแหละ และก็วันนั้นฝนก็ตกกระหน่ำทำให้คนมาไม่มากอย่างที่คิด.. แต่วิธีคิดเค้าโอเเลย..คือเอาคอนเสริต์เปิดโหมโรงพร้อมโปรโมทไปในตัว...
งานที่สองคือประมาณ workshop ไม่รู้นะว่าคนอื่นเค้าจะเรียกหรูหราอย่างไร แต่เราดูรูปแบบมันเหมือนการทำworkshopทางศิลปะร่วม.. วิธีการเนี่ยถึงมันจะไม่ใหม่แต่ก็ได้ผลดีเลย เค้าตั้งโจทย์โดยการเอาประเภทของน้ำหอมดังๆกี่ยี่ห้อมาเป็นโจทย์ แล้วให้แฟชั่นดีไซด์เนอร์ดังๆของไทยมาออกแบบชุดในคอนเซ็ปน้ำหอมนั้นๆ.. โป๊ะเชะเลย.. อันนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่อยากจะเปรียบเทียบวิธีการคิดงานระหว่าง TCDC ของไทย..กับ นโยบายฝรั่งเศส.. โอเคสำหรับความตั้งใจจะส่งเสริมให้คนไทย.."ฉลาด" ขึ้น. แต่ไม่แน่ใจว่าวิธีการใช้งบภาษีเปรียบเทียบกับผลที่จะได้รับมันจะเรียกได้ว่าคนฉลาดแล้วหรือไม่ ติกันตรงๆงานนี้ผู้ใหญ่ก็มีสิทธิโง่เขลาเป็นเหมือนกัน

วิธีการของTCDC ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการป้อนข้าว.. อย่างดีก็คือปรุงให้ แล้วค่อยป้อนทาน ซึ่งแตกต่างกับการการคิดของฝรั่งเศส คือเตรียมเครื่องให้ผู้ปรุง ปรุงเอง.. สำหรับ TCDC ผลที่จะได้รับ ก็คงเป็นเพียงแค่รส(นิยม) มันอาจจะตรงตามที่ผู้คิดได้คาดการ์ณไว้ คือ.ถ้าเค้าสามารถปรับวิธีการรับรู้ของคนไทยให้รู้ว่าของดีต้องมีรสชาติอย่างไร ก่อน ..วันหน้าวันหลัง คนไทยก็จะสามารถทำรสดีๆอย่างที่เค้าเคยยื่นให้ชิมได้

ซึ่งในความเป็นจริง..ศาสตร์ของศิลปะทุกแขนงไม่ได้มีความหมายเพียงผิวเผินเพียงแค่รสชาติ และ ความรู้สึก แต่มันต้องจะเกิดจากขั้นตอนการคิด ประดิษฐ์ด้วย.. จักต้องมาด้วยกัน..ไปด้วยกัน. .. ทุกวันนี้ เท่าที่เคยทำงานรวมกับผู้ร่วมงานชาติอื่นๆ..ชาติเรา.. มีรสนิยมที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร อีกทั้งskillในการใช้อุปกรณ์ต่างๆในการทำงานศิลปะเราก็โอเค.. หรือ..พูดอีกทีคือ..คนไทยมือดีไม่ขี้เหล่..

แต่สิง่ที่เราๆขาด หรือ สู้ชาติอื่นไม่ค่อยได้คือ เรื่องวิธีการได้มาซึ่งนวัตกรรม.. ผมหมายรวมถึง ทุกๆสายอาชีพ.. ...ของใหม่.. เราไม่มีวัฒนธรรมในการสร้างของที่แตกต่าง.. ที่แย่กว่านั้นก็คือ คนไทยมักจะพูดว่า..ไม่มีอะไรที่เราคิดแล้วไม่มีใครเคยคิด.. ประมาณว่า มึงอย่าเสียเวลาคิดเลย เพราะสิ่งที่มึงคิดได้..คนอื่นเค้าได้คิดไปหมดแล้ว... เพียงเริ่มคิดก็ท้อแล้ว เอาละ..ไม่ว่ากัน เชื่อว่าทุกอย่ามันต้องการเวลา..

กลับมาที่เรื่องเรา ..ได้มีการคิดงานกันว่า..อะไรที่จะสามารถเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับฝรั่งเศสได้..ประมาณว่า..การจะชักจูงให้คนคุยกันได้..มันก็ต้องมีเรื่องที่คุยเรื่องเดียวกันก่อน.. เค้าหยิบเรื่องวัฒนธรรมการกินมาเป็นตัวเชื่อมโยง.. แน่นอนเรารู้ว่า ฝรั่งเศสมันเกินพิถีพิถันในเรื่องการกิน.อาหารมื้อหนึ่งอาจจะต้องใช้มีดช้อนซ้อมถึงสิบกว่าชิ้นต่อหนึ่งคน.ทำให้คนไทยหลายๆคนก็ดัดจริตไปศึกษาวิธีการใช้ช้อนซ้อมของเค้ามาข่มเขมนวัฒนธรรมผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว(วัฒนธรรมการกินเป็นเครืองชี้วัดความสุขของคนในชาติได้นะ) ส่วนเรา..เรื่องการกินก็สวยพอที่จะไปโชว์ใครๆเค้าๆได้ ถึงแม้ไทยกับฝรั่งเศสจะไม่ใช่ประเทศที่มีการกินที่สวยสุดในโลก..แต่ก็พอถูไถได้สำหรับconceptนี้

งานเลยเริ่มที่ Talk about EAT . เค้าเอา product ที่ออกแบบสำหรับการกิน โดยนักออกแบบชื่อดัง มาโชว์ งานนี้ พวกID ควรมาดูเพราะของเค้าดีจริงๆ และหน้าที่เรากับวิทก็คือ จัดโชว์ของเค้าอย่างไรให้น่าสนใจ ในงบ 350,000 (จะupdate รูปให้ดูถายหลัง)

ในงานก็หนีไม่พ้นเรื่องอาหารฟรี..ซึ่ง..งานอาร์ต อาหารก็ อาร์ต ตาม.. อาหารทำโดยศิลปินไทย ..ไม่ว่าจะเป็น พี่ พินรี, ฤกษ์ฤทธิ์ ,พิม ,เถกิง แต่ที่นำเสนอก็คือ พี่ฤกษ์ฤทธิ์ (เริกริด) คนนี้..

เค้าดังมากๆใน นิวยอร์ค หรือ..ยุโรป.. แต่สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะ เพียง เปอร์เซ็นเดียวเท่านั้นที่รู้จักเค้า. และผมก็เป็น หนึ่งใน99% ที่ไม่รู้จัก.(ซึ่งไม่แปลก)
ความโด่งดังในงานศิลปะการทำอาหารของแกเกิดขึ้นจากการตั้งคำถามง่ายๆหลังการยืนดูหม้อไห๋ในพิพิธภัณฑเมืองนอก ที่มาจากไทย ตั้งวางภายใต้การจัดแสงที่ดูเขร่งขรึม สง่า..พร้อมป้ายเขียนบอกอธิบายว่ามันคืออะไร..

แกคิดว่า..การซื้อหม้อไห มาวางแล้วเขียนป้ายบอก เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการสื่อสารประวัติศาสตร์วัฒนธรรม แต่มันก็ไม่สามารถบอกอะไรอีกหลายๆอย่างที่ทำให้หม้อนั้นมีรูปทรงดังกล่าว.. เช่น..หม้อสุกี้ของจีนจะแบ่งหม้อเป็นสองส่วนคือ หม้อเผ็ด กับหม้อจืด.ถ้าเอามาโชว์แล้วไม่ใส่แกงทั้งสองลงไปเราก็คงนึกไม่ออก. โครกไว้ตำส้มตำ ให้ฝรั่งดู..เค้าก็ไม่เข้าใจว่ามันทำไมต้องมีไม้ตำเป็นหินหนักๆ
ด้วยคำถามดังกล่าวแกเลยสร้างงานศิลปะโดยการทำอาหารโชว์.. เดิมทีผลงานชิ้นแรกของแกตั้งใจจะทำผัดไทยในห้องgallery ทำให้แล้วพร้อมเสริฟให้กับแขก..ของอุปกรณ์ที่ทำก็จะทิ้งไว้เป็นงานอาร์ตเลย..คือคนดูเห็นว่า วัฒนธรรมการทำอาหารมันมีสิ่งแวดล้อมอย่างไร..แต่ในวันนั้น บังเอิญไม่ทันเตรียมงาน เลย ต้องมีการผัดโชว์ใน gallery ควันโขมง ไฟรุกท่วม ..เป็นการแสดงที่สร้างความประทับใจ ทั้งรูป รส กลิ่น และเสียง.. เรียกว่า..ทุกประสาทสัมผ้ส ได้ใช้งานหมด และได้รับรู้ถึงวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก และด้วยวิธีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พื้นที่การแสดงงานศิลปะ จึงทำให้พี่แก โด่งดังและเป็นศิลปินที่โด่งดังในเมกาและยุโรป.

ในงานนี้ เสียดายแกไม่ได้มาทำเอง..แต่จ้างศิลปินรุ่นน้องมาแสดงงานให้ดู..

งานเริ่มวันที่29 มิย. ถึง 30 สิงหา.

ตามดูงานแล้วต้องคิดตามด้วย

๒ ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดีใจที่มึงคิดว่าเป็นไปตามที่คิดประมาณ60-70%
เพราะกูคิดตั้งต้น200% ถ้าได้60-70%ก็แสดงว่าได้ประมาณ120-140%ของที่คิดไว้แล้ว

กูคิดว่าถ้าทำงานนี้ตอน2-3ปีที่แล้ว เละเป็นโจ๊กแน่ๆ
ฝึกประสบการณ์ไปเรื่อยๆเอาไว้แก่ๆเก็บให้ได้ 180-200%กัน

CLUB'KUHAR กล่าวว่า...

เอออ นะ.. อยู่ให้ถึงแก่ กันก่อนดีกว่า